fbpx

รวมภาพยนตร์ประทับใจในปี 2561

ปี 2561 ถือได้ว่าเป็นอีกปีที่มีหนังน่าสนใจออกมาให้ชมกันอย่างมากมาย และก่อนที่ปีนี้กำลังจะผ่านพ้นไป พวกเราทีมงาน Dude it’s Time ก็อยากจะมาแนะนำภาพยนตร์ที่ประทับใจของแต่ละคนในปี 2561 นี้กัน เผื่อว่าใครพลาดหรือตกหล่นเรื่องไหนไปจะได้ถือโอกาสไปหามาชมกันในช่วงวันหยุดยาวนี้ ส่วนจะมีเรื่องอะไรบ้างนั้น ไปชมกันเลย

Ready Player One (แนะนำโดย tongeasy)

หนังที่รวมหนังและเกมยอดฮิตในยุค 90’s อย่างลงตัว ช่วงเวลานี้หาหนังเรื่องไหนมาเทียบไม่ได้อีกแล้วในปี 2018 ผมชอบมากๆ ถึงมากๆ ของปีนี้ เนื่องจากว่านานมาแล้วที่ไม่มีหนังที่เอาเกมหลายๆเกมมารวมกันแบบนี้มานานมาก แต่โดยส่วนตัวแล้วตัวหนังทำให้เรารู้สึกอยากจะมีโลกแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ ลกที่เราเป็นตัวละครในหนังหรือเกมใดๆก็ได้บนโลกใบนี้ โดยบทของหนังแล้วจำกัดช่วงเวลาของการเดินเรื่องไว้ที่การตามหาไข่อีสเตอร์เพื่อที่จะครอบครองโอเอซิส แต่หากลองคิดดูว่าถ้ามีเกมที่เราสามารถเล่นไปได้เรื่อยๆแบบนี้อยู่จริงก็คงจะสนุกไม่น้อยเลยทีเดียวเชียวล่ะ หากใครที่ชื่นชอบดูหนังและเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจแบบผมแล้วล่ะก็ หนังเรื่องนี้รับรองว่าจัดอยู่อันดับต้นๆของปีนี้อย่างแน่นอน

Robin Hood (2018) (แนะนำโดย tongeasy)

ในขณะที่เราเคยได้ดูเวอร์ชั่นเก่าๆ ทั้งการ์ตูนของดิสนี่ย์ หรือจะเป็นฉบับหนังสงครามกู้ชาติของริดลีย์ สก็อตต์ กันมาก่อนหน้าแล้ว ในปีนี้ขอให้ลืมเวอร์ชั่นเก่าๆไปแล้วเปิดใจรับฉบับหนังแอ็คชั่น (ซึ่งความจริงก็ควรจะแอ็คชั่นนานแล้วนะ) ยิง(ธนู)กันฟิ้วๆๆๆ โดยก่อนที่จะเข้าไปชมหนังเรื่องนี้ผมได้ดูเบื้องหลังของการถ่ายทำมาก่อนซึ่งนักแสดงแต่ละคน โดยเฉพาะตัวเอกของเราทำการบ้านกันอย่างหนักมาก โดยฝึกซ้อมยิงธนูทุกวันจนสามารถยิงธนูได้แม่นยำและรวดเร็วพอสำหรับหนังเรื่องนี้ โดยที่เราจะถือว่าการยิงธนูหรือการขี่เกวียนไล่ล่ากันเปรียบเสมือนการได้ดูหนังแอ็คชั่นปัจจุบันที่มีการดวลปืนขับรถไล่ล่ากันนั้นเอง โดยบทของตัวหนังแล้วบิดเบือนจากเวอร์ชั่นอื่นๆที่เคยดูมานิดหน่อย และอาจจะไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ความจริงไปบ้าง แต่ช่างมันปะไร นี่มันหนังแอ็คชั่นนี่หว่า มันก็ต้องแอ็คชั่นให้มันถึงพริกถึงขิง และรับรองได้เลยว่ามันส์มากกกกก ใครที่ยังไม่ได้ดู ขอแนะนำให้ไปหามาดูโดยไวครับ

Venom (แนะนำโดย Drama Midnight)

ด้วย Passion ที่มีต่อ Anti-Hero ล้วนๆ เลยต้องขอยกเจ้าซิมไบออสตัวนี้ขึ้นมาในปี 2018 นี้ หลังจากที่ ทอม ฮาร์ดี้ ประสบความสาเร็จในบทบาท Bane ภายใต้การรังสรรค์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลนด์ ไปแล้วนั้น คราวนี้พี่ทอมก็ดูเหมือนจะถูกโฉลกกับความดิบเถื่อน เพราะบทบาทไบโพลาร์เดี๋ยวคนเดี๋ยวเอเลี่ยนนั้นก็ดูท่าจะไปได้สวยเช่นกัน สาหรับ Venom นั้น เป็นฮีโร่ฉีกแนวแบบ Deadpool ที่ไม่ได้โลกสวยจ๋า ไม่ยิง ไม่ฟัน ไม่เลือด แต่ก็มีมุมคิขุน่ารักใสใสวัยรุ่นชอบ ด้วยความที่ Venom พี่แกชอบใส่เดี่ยวชาวบ้านแถมสามารถกัดหัวคนสดๆได้ในเรื่องนั้น เรื่องฉากบู๊คงไม่ต้องสืบว่าจะสนุกขนาดไหน ซึ่งมาพร้อมกับความฮาในแบบที่ทาไปได้ ฉากโรแมนติกแบบที่ไม่รู้ว่าเรียกโรแมนติกดีมั้ยก็มี แถมให้อีกอย่างที่ทำให้ Venom พิเศษมากๆ คือ Eminem ของข้าพเจ้าร่ายมนตร์ผ่านแร๊พประกอบเรื่องนี้ด้วยจ้าา

Home Stay (แนะนำโดย tongeasy)

มาถึงหนังไทยกันบ้าง ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าผมค่อนข้างที่จะไม่ดูหนังไทยในโรงแต่สำหรับเรื่องนี้ ผมบอกได้เลยว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ทั้งภาพ เสียง การเล่าเรื่องทำได้ดีมาก ติดที่เนื้อเรื่องมีจุดไม่สมเหตุสมผลนิดหน่อยแต่โดยรวมแล้วดีมากๆ คู่พระกับนางเล่นได้ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นการแสดงหนังเรื่องแรกๆของพวกเขาแต่สื่ออารมณ์ออกมาได้อย่างดีมาก หนังหักมุมโดยที่เราไม่รู้เลยว่าเรื่องจะพาไปสู่จุดจบแบบไหน หลายๆครั้งที่ค่ายหนัง GDH มักจะส่งตัวอย่างที่สนุกให้เราดูแต่ว่าตอนที่ไปดูกลับไม่มีอะไรเลย คือฉากหลักๆมีในตัวอย่าง นอกนั้นเฉยๆมาก แต่ไม่ใช่สำหรับเรื่องนี้ ตัวอย่างมันเป็นเพียงแค่ 5 % ของเรื่องราวทั้งหมด สำหรับใครที่อยากจะหาหนังไทยสนุกๆ ที่ไม่ใช่หนังผี หนังพระ หรือหนังตลก ขอให้ลองเปิดใจกับเรื่องนี้ครับ ถือเป็นหนังไทยที่เรียกได้ว่า ดีที่สุดของปีนี้แล้วก็ว่าได้

A Quiet Place (แนะนำโดย tongeasy)

หากคุณส่งเสียงเพียงนิดเดียว ก็จะเป็นจุดจบแห่งชีวิตคุณทันที หนังเรื่องนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งหนังสยองขวัญที่กระฉากอารมณ์ของผู้คนได้อย่างแน่นอน ถ้าหากว่าปี 2016 มีหนังเรื่อง Don’t breathe ที่จะทำให้คุณหยุดหายใจ ปีนี้ก็มีหนังที่สนุกไม่แพ้กันอย่าง A Quiet Place มาให้คุณได้ชมเช่นกัน หนังทั้งเรื่องเป็นหนังที่ต้องใช้ความเกรงใจขณะที่ดูในโรงมาก เพราะว่าแค่เสียงที่คุณเคี้ยวป็อปคอร์นก็สามารถรบกวนการดูของผู้อื่นได้เลยทีเดียว เงียบจนได้ยินเสียงหายใจ เพราะถ้ามีเสียงแม้แต่นิดเดียวก็จะมีปีศาจมาตามล่าคุณทันที ตัวหนังสนุก ตื่นเต้น ลุ้นระทึกเอาใจช่วยครอบครัวของตัวละครเอกได้เป็นอย่างดี และสามารถสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัวและแสดงถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกๆอย่างมาก หากคุณเป็นแฟนหนังระทึกขวัญแล้วละก็หนังเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

Mission: Impossible – Fallout (แนะนำโดย tongeasy)

เดินทางกันมาถึงภาคที่ 6 กับภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็เป็นไปได้อย่างฉิวเฉียดทุกทีสิน่า 55+ เรื่องนี้แทบไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรเลยสำหรับพระเอกของเรา อีธาน ฮันท์ กับลูกทีมที่ปฏิบัติภารกิจที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ อย่างลุ้นระทึก โดยที่ภาคนี้จะต่อจากภาคที่ 5 ใครที่ไม่เคยดูซีรี่ของหนังเรื่องนี้มาก่อนอาจจะงงๆกันอยู่บ้าง แนะนำให้ไปหาย้อนดูให้ครบทุกภาคจะเพิ่มความสนุกขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ซึ่งภาคแรกส่วนใหญ่จะอยู่ที่การโจรกรรม ภาคที่สองนี่เป็นแอ็คชั่น ภาคที่สามจะครบรสสมดุลย์ ภาคที่สี่ลุ้นระทึก ภาคที่ห้าตื่นเต้น ภาคที่หกหรือภาคนี่ก็จะเซอร์ไพรซ์พวกเราเข้าไปอีก โดยเนื้อเรื่องหลักๆแล้วอาจจะเทียบกับภาคอื่นไม่ได้ แต่ว่าภาคนี้มีจุดเด่นที่ถือว่าเป็นจุดเด่นที่ดี และหนังหลายๆเรื่องควรมีก็คือมุมกล้อง มุมกล้องของเรื่องนี้เวลาที่เรากดหยุดดู ในหลายๆฉากจะเห็นได้ว่าสามารถตัดเป็นภาพถ่ายสวยๆรูปนึงได้เลย ผู้กำกับเก็บมุมกล้องได้ดีมาก ทุกฉากที่เกี่ยวข้องกับแลนด์มาร์กของประเทศนั้นๆก็สวยมากเลยทีเดียว สวยจนทำให้เราอยากไปเห็นสถานที่จริงเลย

The Avenger : Infinity War (แนะนำโดย Drama Midnight)

มงไม่ลงไม่ได้เลยสาหรับเรื่องนี้ ถ้าถึงขนาดยอมยกมาทั้งจักรวาลเพื่อหวดกับคนๆเดียวแล้วล่ะก็ MCU ถือว่ากระจายบทบาทได้ดีมาก ซึ่งโดยปกติแล้วภาพยนตร์ที่มีตัวละครหลายชีวิตขนาดนี้มักจะประสบปัญหาเรื่องการกระจายบทเป็นหนึ่งในปัญหาหลักแต่ไม่ใช่สาหรับเรื่องนี้ ทุกตัวละครสามารถแสดงตัวตนออกมาอย่างละนิดละหน่อยแต่ได้เนื้อเน้นๆแทบไม่มีน้ำแถมยังยัดเยียดความ Dark ในระดับที่แฟนบอยหลายหัวตื่นตระหนกตกใจไว้อีกด้วย ไหนจะความโป๊งชึ่งโปกฮา ไหนจะคิวบู๊ กลมกล่อมระดับเชฟกระทะเหล็กเลยล่ะ

Bohemian Rhapsody (แนะนำโดย Sleepless Bear)

ถึงคุณจะไม่ใช่แฟนของวง Queen แต่มั่นใจว่าอย่างน้อยคุณต้องได้ยินเพลงดังๆอย่าง We Will Rock You หรือ We Are The Champions มาบ้างในชีวิต และนั่นเป็นสิ่งยืนยันถึงความโด่งดังของวงดนตรีจากเกาะอังกฤษวงนี้ สำหรับ Bohemian Rhapsody เป็นหนังที่เล่าเรื่องชีวประวัติของ Freddie Mercury นักร้องนำและสมาชิกในวง ตั้งแต่การก่อตั้งวงจนถึงช่วงปลายของวง สิ่งที่ต้องชมเลยคือการแคสติ้งสมาชิกในวงมาได้เหมือนมาก จะมีก็แต่พระเอกของเรา Rami Malek ที่หน้าตาดูจะต่างจาก Freddie ไปหน่อยแต่ฝีมือการแสดงของเขาก็กลบเรื่องนั้นลงได้อย่างสนิทใจ หนังเล่าเรื่องไปแบบค่อนข้างเร็วผ่านช่วงเวลาสำคัญต่างๆของวง เช่นการได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง การทัวร์อเมริกา การบันทึกเสียงเพลงเด่นของเรื่องอย่าง Bohemian Rhapsody ตลอดจนความขัดแย้งของ Freddie กับสมาชิกคนอื่นในวง นั่นเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียที่หนังสามารถเล่าเรื่องได้ครบหมดในเวลา 2 ชั่วโมงกว่า แต่บางเรื่องก็ดูจะไปแตะแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น จุดพีคจริงๆคือช่วง 20 นาทีสุดท้ายของหนัง ที่เป็นฉากคอนเสิร์ตการกุศล Live Aid ในปี 1985 ณ สนามเวมบลีย์ (ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นโชว์ที่ดีที่สุดของ Queen) ที่ทุกอย่างถูกจำลองขึ้นมาอย่างสมจริงเป๊ะๆ และการถ่ายทอดภาพและเสียงเพลงที่ทำออกมาได้อย่างมีพลังและตราตรึง จนเมื่อหนังจบลงแทบอยากจะลุกยืนปรบมือให้เลย

จบไปแล้วนะครับสำหรับภาพยนตร์ที่พวกเราประทับใจในปีนี้ สุดท้ายก็ขอขอบคุณทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านบทความนี้ และหากถูกใจอย่างไรก็ฝากติดตามพวกเรา Dude it’s Time เว็บไซต์ที่รวมเรื่องราวของหนังกับเกมได้ ได้ทั้งทางเว็บไซต์และทาง Facebook นะครับ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ปีหน้า 2562 ครับ