fbpx

Detroit: Become Human [Review]

Detroit: Become Human เป็นเกม Exclusive ของเครื่อง PS 4 และเป็นเกมล่าสุดของค่าย Quantic Dream ที่เคยฝากผลงานสร้างชื่อไว้อย่าง Heavy Rain และ Beyond 2 Soul มาในคราวนี้ก็ยังคงรูปแบบเกมกับเกมแนว Interactive Drama ที่เน้นการดำเนินเนื้อเรื่อง โดยเกมจะเปิดโอกาสให้เราได้เป็นฝ่ายเลือกตัดสินในการกระทำของตัวละคร ซึ่งแต่ละตัวเลือกก็จะนำสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป และสำหรับ Detroit: Become Human มันก็ยกได้ระดับความซับซ้อนของผลลัพธ์เพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่า ส่วนจะทำได้ดีแค่ไหนนั้น มาติดตาม Review จากพวกเรา Dude it’s Time กันเลย !!

คำเตือน! มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วนในช่วงต้นของเกม

 

เนื้อเรื่อง

เกมดำเนินเนื้อเรื่องในเมือง Detroit ปี 2038 ซึ่งเทคโนโลยีได้พัฒนาจนถึงขั้นสามารถสร้างหุ่นยนต์ Android มาเพื่อทำงานให้กับมนุษย์ได้ โดยหุ่นพวกนี้ยังมีรุ่นและประเภทการใข้งานที่ต่างกันไป เช่นหุ่นยนต์รับใช้ หุ่นยนต์ก่อสร้าง หุ่นยนต์เก็บขยะ หุ่นยนต์ขายของ หรือแม่กระทั่งหุ่นยนต์ตำรวจ  และเมื่อการใช้งานหุ่นยนต์เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายก็เกิดปัญหาตามมา คืออัตราการว่างงานของมนุษย์สูงขึ้นอย่างมาก จนมีการประท้วงต่อต้านและเกลียดชังหุ่นยนต์ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่กำลังค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น ในอีกด้านหุ่นยนต์บางส่วนเริ่มมีอาการแปลกๆเกิดขึ้น เช่น ไม่เชื่อฟังคำสั่ง หนีหายไปจากบ้าน และรุนแรงถึงขั้นทำร้ายเจ้าของ โดยหุ่นพวกนี้จะถูกเรียกว่า Deviant (แปลว่า คนเพี้ยนๆแปลกๆ ไม่ปกติ) และ Deviant นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

เกมจะเล่าเรื่องผ่าน 3 ตัวเอก คือ

1.Connor หุ่นยนต์สืบสวนสอบสวนตัวต้นแบบรุ่นล่าสุด ที่ Cyber Life บริษัทเป็นผู้ให้กำเนิด Android ส่งมาปฏิบัติงานสืบสวนในคดีที่เกี่ยวข้องกับ Deviant โดยเฉพาะ เขาต้องทำงานร่วมกับ Hank Anderson ผู้หมวดขี้เมาปากร้าย และดูจะไม่ค่อยชอบหุ่นยนต์ซักเท่าไหร่ ทั้งคู่ต้องร่วมมือกันสืบสวนคดีต่างๆ ที่ Deviant ก่อเหตุ และพยายามประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดพวก Deviant ซึ่งดูจะไม่ค่อยราบรืนเท่าไหร่เพราะนิสัย ต่างกันสุดขั้ว  Connor ถูกโปรแกรมมาให้มุ่งปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จโดยไม่สนใจผลลัพธ์อย่างอื่น ส่วน Hank คือมนุษย์ที่มีความคิด ความรู้สึก และสัญชาตญาณ สุดท้ายคดีจะได้บทสรุปอย่างไรและความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะจบลงแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับการเล่นของผู้เล่นแล้วล่ะครับ

2.Kara หุ่นยนต์แม่บ้าน ที่ศูนย์ Cyber Life ได้ทำการซ่อมแซมและ Reset ความจำทั้งหมดใหม่เนื่องจากเกิดความเสียหายอย่างหนัก โดยที่ Toad ผู้เป็นเจ้าของบอกกับพนักงานว่าถูกรถชน เขามารับ Kara ที่ซ่อมแซมเสร็จแล้วกลับไปที่บ้าน Toad อาศัยอยู่กับ Alice ลูกสาววัย 9 ขวบ หน้าที่ของ Kara คือทำความสะอาดทุกอย่างในบ้าน และดูแล Alice Kara สังเกตว่า Alice ค่อนข้างเงียบและเซื่องซึม สาเหตุน่าจะมาจาก Toad ผู้เป็นพ่อมีอาการทางจิตและชอบใช้ความรุนแรง และ Kara ยังได้รับรู้ความจริงว่าสาเหตุที่ตัวเองพังนั้นเกิดจาก Toad เป็นคนทำ ในคืนนั้น Toad ได้คลุ้มคลั่งและพยายามทำร้าย Alice โดยสั่งให้ Kara อยู่เฉยๆห้ามเข้ามายุ่ง ทีนี้ก็อยู่ที่ผู้เล่นแล้วว่าจะตัดสินใจยังไง และผลที่ตามมาจะรับมือกับมันได้หรือไม่

3.Markus หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ เขามีหน้าที่ดูแลและรับใช้เจ้าของ Carl Manfred ชายชราอายุ 75 ปี ซึ่งเป็นศิลปินชื่อดังของเมือง Carl พยายามสอนให้ Markus มีความคิดเป็นของตัวเอง มีอารมณ์ มีความรู้สึกอยู่บ่อยครั้ง เหมือนเขาไม่ได้คิดว่า Markus เป็นหุ่นยนต์เลย ส่วนตัว Markus นั่นแม้จะพยายามปฏิเสธอยู่หลายครั้งว่าเขาเป็นแค่หุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรม แต่ก็ต้องทำตาม Carl อยู่ดีเพราะเป็นคำสั่ง(ย้อนแย้งเหลือเกิน 555) ลึกๆแล้ว Markus ก็รักและเคารพ Carl เหมือนกับเป็นพ่อ ชีวิตของ Markus ดูจะราบรื่นและมีความสุข จนกระทั่ง Leo ลูกชายแบดบอยของ Carl มาที่บ้านเพื่อจะขอเงินจากพ่อก่อนจะถูกปฏิเสธ ทำให้ Leo หัวเสียและไปพาลทำร้าย Markus ถึงแม้ Markus จะไม่ตอบโต้อะไร แต่บางส่วนในโปรแกรมของเขารู้สึกว่าการกระทำของ Leo มันไม่ยุติธรรม และทำไมถึงต้องอดทน จนในที่สุดกำแพงบางอย่างในโปรแกรมของ Markus ได้พังลงไป และนั่นส่งผลให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

สำหรับเนื้อทั้งหมดในเกมหลังจากที่ได้เล่นจบแล้วต้องขอบอกครับว่ามันสุดยอดและตรึงใจมาก คุณจะได้สัมผัสทุกอารมณ์ไม่ว่า ตื่นเต้น โกรธแค้น ขำขัน หรือแม้แต่ความเครียดในการตัดสินใจบางเหตุการณ์ มีประเด็นหลายอย่างที่ต้องนำมาขบคิด นอกจากนี้ในหนังสือต่างๆที่เราสามารถหยิบอ่านได้จากที่ต่างๆในเกมยังเล่าถึงความเป็นไปของโลกและผลกระทบในการดำเนินเรื่องรวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆที่ทำให้โลกของ Detroit: Become Human มีมิติมากขึ้น และที่สำคัญผมเล่นจบไปแค่รอบเดียว นั้นคือผมได้เห็นความเป็นไปได้ของเนื้อเรื่องทางเดียว และยังเหลือความเป็นได้ของเนื้อเรื่องอีกหลายแบบที่รอให้เล่นซ้ำในตัวเลือกที่แตกต่างออกไป

ภาพและเสียง

ต้องบอกว่าเกมนี้จัดว่าเป็นเกมที่ภาพสวยมากถึงแม้มันจะไม่ได้โชว์ความอลังการของฉากจนน่าตื่นตาแบบ Horizon Zero Dawn หรือ God of war เพราะอยู่ในพื้นที่จำกัดของแต่ละฉาก แต่เกมก็หันมาเน้นที่รายละเอียดแสงเงา สภาพแวดล้อม บรรยากาศในเมืองที่ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงาม และจุดเด่นที่สุดของเกมก็คือสีหน้าของตัวละครที่ใช้ Motion Capture ใบหน้าของนักแสดงออกมาได้อย่างสมจริง มุมกล้องที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังอยู่ สำหรับเสียงก็ถือว่าทำออกได้ดีเลือกทำนองได้เข้ากับตัวเกม โดยเฉพาะในจังหวะที่ต้องแข่งกันเวลานั้น เสียงดนตรีในก็ปลุกเร้าจนทำให้เรารู้สึกรนและตัดใจสินอะไรไม่ถูกเลยก็มี 5555

เกมเพลย์  

เกมจะแบ่งให้เราเล่นทีละ Chapter สลับไปมาระหว่าง 3 ตัวละคร ซึ่งจะดำเนินเรื่องในช่วงเวลาต่อเนื่องกัน แต่เป็นต่างเวลาต่างสถานที่ และการกระทำบางอย่างของตัวละครนี้ก็อาจจะส่งผลไปถึงเนื้อเรื่องของตัวละครต่อไปด้วยเช่นกัน โดยเมื่อจบ Chapter แล้วจะมี Flow Chart ขึ้นมาให้ดูว่าเราดำเนินเนื้อเรื่องไปทางไหน และ Chapter สามารถจบได้กี่แบบ อีกทั้งยังดูว่าทั่วโลกตัดสินเหมือนเรากี่ % อีกด้วย

หากคุณเคยเล่นเกมเก่าๆของค่ายนี้มาแล้ว ก็แทบจะไม่ต้องเรียนรู้อะไรมากเลย (ซึ่งจริงๆมันก็ไม่ได้ยากอยู่แล้ว) เกมจะมีจุดประสงค์บอกสิ่งที่เราต้องทำแต่ละฉาก เช่นการสำรวจหาหลักฐานที่เกิดเหตุ การลักลอบเข้าสถานที่ หรือการเลือกเส้นทาง โดยในการทำสิ่งต่างๆเกมจะขึ้นรูปปุ่มต่างๆหรือทิศทางของอนาลอค มาให้เรากดตามเพื่อทำแอดชั่นนั้นๆ แต่ในบางฉากก็จะเป็น Quick Time Event ซึ่งเราต้องรีบกดให้ทันเวลาถ้าพลาดให้บางฉากอาจจะหมายถึงความตายก็ตัวละครเลยก็ได้ และเกมนี้ถึงเราจะพลาดทำตัวละครตาย ก็เนื้อเรื่องก็ยังดำเนินไปต่ออยู่ดี

ทั้งนี้ เกมเพลย์มันก็ไม่ได้เก่าจนซ้ำเดิมไปซะทีเดียว เพราะยังมีลูกเล่นเพิ่มเข้ามาเช่นความสามารถของหุ่นยนต์การจำลองสถานะการณ์ที่เกิดเหตุ หรือการคำนวนการต่อสู้ล่วงหน้าว่าแบบไหนจะได้ผลดีที่สุด แต่ก็ถือว่าไม่ได้เพิ่มมาเยอะเท่าไหร่ อีกปัญหาที่ผมเจอคือมุมกล้องบางฉากค่อนข้างมองลำบากและทิศทางที่ขยับอนาลอคเพื่อสำรวจเยอะเกินความจำเป็นจนน่าหงุดหงิด และเกมเพลย์ที่ชวนง่วงในบางช่วง แต่ถึงแบบนั้นเนื้อเรื่องที่น่าติดตามและทางแยกที่อยู่มาก(บางฉากสามารถจบได้ 8-9 แบบ) ก็ยิ่งทำให้เราอยากรู้เรื่องราวต่อไปเรื่อยๆ จนมองข้ามจุดด้อยเล็กๆน้อยๆนี้ไป

 

ข้อดี

  • เกมเนื้อเรื่องดี น่าติดตาม ตัวละครมีเสน่ห์ และมีการพัฒนาจนจบเรื่อง
  • สามารถเล่นซ้ำได้หลายรอบเพราะมีทางแยกและบทสรุปของเนื้อเรื่องเยอะมาก
  • การออกแบบ ออกแบบตัวละคร ภาพกราฟิกทำได้สมจริงสวยงาม
  • รายละเอียดปลีกย่อย และข้อมูลเล็กๆน้อยๆในเกมทำมาได้ดี ส่งผลให้เนื้อเรื่องมีน้ำหนักขึ้น

ข้อเสีย

  • เกมเพลย์ค่อนข้างเก่า เพิ่มลูกเล่นแปลกใหม่น้อย
  • ภาษาที่ใช้ในเกมค่อนข้างยาก และคำศัพท์เยอะ อาจจะลำบากสำหรับคนที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ

สรุป 9/10

ถือว่าเป็นเกมที่ดีเกมหนึ่งที่อยากให้ลองหามาเล่นกัน เพราะการได้สร้างเนื้อเรื่องของตัวเองมันเป็นอะไรที่น่าสนุกอยู่แล้วโดยเฉพาะคนที่ชอบดูหนัง และบางครั้งทางแยกมันก็ไม่ใช่เล่นง่ายๆแบบให้เราเลือกว่าจะไปทางไหน แต่มันกำหนดให้จากสิ่งที่เราทำไว้ก่อนหน้า เช่น การหาตัวคนร้ายพบ/ไม่พบ หรือสิ่งที่เราทำไว้ตั้งแต่ต้นเกม เพิ่งจะมาส่งผลตอนท้ายเกมก็มี อีกเรื่องที่หลายคนอาจจะกลัวเกมนี้เพราะกำแพงภาษา ผมอยากจะแนะนำว่าเกมนี้มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น มันก็เหมือนเกมอื่นๆในฉากคัทซีนที่แม้เราจะไม่เข้าใจภาษาแต่ดูจากภาพก็พอรู้เรื่องได้ส่วนหนึ่งอยู่ดี แน่นอนว่าถ้าเรารู้ภาษาแล้วจะสนุกกับเรื่องได้มากกว่า และถ้าเราอยากรู้เรื่องจริงๆ ก็ใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้ภาษาจากเกมดูซะเลยก็ได้ แล้วคุณจะสนุกกับการเล่นเกมมากขึ้นอีกหลายเท่าเลยครับ