fbpx

Final Fantasy VII Remake [รีวิว]

เป็นเกมในตำนานที่เหล่าเกมเมอร์ยุค 90 เฝ้ารอคอยกันมาอย่างยาวนาน หลังจากที่ Final Fantasy VII ได้ออกเวอร์ชั่น Original ไปเมื่อปี 1997 และมันก็ทำให้วงการในยุคนั้นสั่นสะเทือน ด้วยภาคกราฟฟิกที่สวยงาม ธีมเรื่องที่ทันสมัย และเนื้อเรื่องที่น่าประทับใจจนตราตรึงหลายคนในเวลานั้น และหลังจากเวลาล่วงเลยมา 23 ปี ความประทับใจนั้นก็ได้กลับมาในเราได้สัมผัสอีกครั้งในรูปแบบ Remake มีที่การยกเครื่องใหม่หมดทั้งภาพ เกมเพลย์ และเนื้อเรื่อง แต่มันจะทำได้ดีขนาดไหน พวกเรา Dude it’ Time ขอเชิญทุกคนมาติดตามพร้อมกันเลย ใน Final Fantasy VII Remake รีวิว

เนื้อเรื่อง

ผู้สร้างได้บอกไว้ก่อนแล้วว่า Final Fantasy VII Remake จะถูกแบ่งออกเป็นหลายพาร์ท โดยในพาร์ทแรกจะเป็นเหตุการณ์ถึงตอนออกจากเมืองมิดการ์ ซึ่งตามเนื้อเรื่องเดิมนั้นอาจถือได้ว่าเป็นแค่ประมาณ 10-15% ของทั้งเกมเท่านั้น แต่การ Remake ครั้งนี้ก็ได้มีการเพิ่มรายละเอียดของตัวละครที่ต้นฉบับไม่ได้เล่าถึงมากนัก อีกทั้งยังได้เพิ่มเนื้อหาใหม่ๆ มาสอดแทรกทำให้เราได้อินกับบรรยากาศและสภาพความเป็นอยู่ของคนในเมืองได้ดีขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีการเรียบเรียงการเล่าเรื่องใหม่ โดยจับเอาประเด็นที่อยู่ในช่วงกลางเรื่องของเกมต้นฉบับนำมาเล่าก่อนในพาร์ทนี้ด้วย ทำให้เนื้อหาโดยรวมถูกเล่าไปแล้วมากกว่า 30% ของเนื้อเรื่องเดิม  และที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์ในช่วงท้ายของเกมนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับ ซึ่งก็ทำได้น่าสนใจ จนแม้แต่ผู้เล่นเดิมก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่า ในพาร์ทไปเกมจะพาเราไปในทิศทางใด…

สำหรับเนื้อเรื่องนั้นเกิดขึ้นในโลกที่ชื่อว่าไกอา โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ชิระคอมพานี ได้ค้นพบพลังงานมาโค ซึ่งเป็นพลังที่หล่อเลี้ยงโลกทั้งใบเอาไว้ โดยชินระได้นำพลังงานเหล่านั้นมาใช้เพื่อความก้าวในวิทยาการ การสร้างกองทัพ และสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิต  จนกลายมาเป็นบริษัทที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก ชินระสร้างสำนักงานใหญ่ของตัวเองขึ้นในเมืองการ์ พร้อมทั้งสร้างเตาพลังงานเพื่อสูบมาโคขึ้นมาใช้รอบตัวเมืองและแบ่งเมืองออกเป็น 8 เขต อีกทั้งยังสร้างแผ่นขนาดยักษ์ขึ้นมาปิดบังท้องฟ้าผู้คนที่อยู่ด้านล่างเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยให้กับคนรวย และพนักงานของตัวเอง โดยปล่อยเมืองด้านล่างให้กลายเป็นสลัม คอยรับของเหลือทิ้งจากเมืองด้านบน และพื้นดินในแถบนั้นยังแห้งแล้งจนเพราะปลูกไม่ได้เพราะถูกดูดพลังงานไปใช้ ซึ่งนั้นก็คือการฆ่าดวงดาวให้ตายลงอย่างช้าๆ  กลุ่ม “อวาลันซ์” ที่อาศัยอยู่ในสลัม ไม่พอใจการกระทำของชินระจึงเริ่มวิธีการตอบโต้ ด้วยแผนการบุกระเบิดเตาพลังงานหมายเลข 1 โดยพวกเขาได้ว่าจ้างทหารรับจ้าง คลาวด์ สไตร์ฟ มาร่วมภาระกิจนี้ด้วย…

Gameplay

– ภาพรวม

การดำเนินเรื่องของเกมจะถูกแบ่งออกเป็น Chapter ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นการวิ่งจากจุดหนึ่งไปถึงอีกจุดหนึ่ง โดยต้องฝ่าฝันศัตรูตามทาง และยังมีปริศนาเล็กๆน้อยๆ ให้แก้เพื่อหาทางไปต่อ รวมถึงมีไอเท็มที่ซ่อนอยู่ตามทาง ซึ่งการออกแบบแผนที่ในช่วงนี้ก็มีทั้งฉากที่ทำได้ดีน่าสนใจและสร้างสรรค์ แต่ก็มีบางฉากที่ดูจะเดิมๆซ้ำๆและรู้สึกยืดยาวเกินไปด้วย

ทั้งนี้ ก็มีบาง Chapter ที่เปิดโอกาสให้เราเล่นแบบอิสระสามารถเดิน-ไปมาสำรวจเมืองเพื่อทำ Side Quest หรือเล่น Mini Game ได้ ซึ่ง Side Quest ก็จะทำให้เราได้รู้รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆของเกมมากขึ้น อีกทั้งได้ของรางวัลดีๆด้วย แต่มันก็มีรูปแบบของ Quest ที่คล้ายๆกันคือมักจบด้วยการต่อสู้ ทั้งนี้ Side Quest และ Mini Game ส่วนใหญ่จะมีการจำกัดเวลาอยู่แค่ช่วง Chapter นั้นๆ หากเราเดินเรื่องไปต่อจะไม่สามารถย้อนกลับมาทำได้อีก จนกว่าจะจบเกม (ดังนั้นอย่างลืมจัดการให้เรียบร้อยก่อนไปต่อ)

อีกส่วนที่รู้สึกชอบคือบางฉากจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการเล่นของเรา เช่นหากเราเลือกทำดีกับใคร (ช่วยทำ Quest หรือตอบคำถามดีๆ) ก็จะได้พบฉากพิเศษกับตัวละครนั้น รวมถึงส่งผลต่อลำดับที่จะออกมาช่วยเราต่อสู้ในบางฉากด้วย

– ระบบการต่อสู้

เป็นส่วนที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากที่สุด เริ่มจากเราจะได้บังคับตัวละครแบบ Real Time แทนการใส่คำสั่งแบบ Turn Base และเราจะไม่ได้เดินสุ่มเจอศัตรูแล้ว แต่เป็นการมองเห็นพวกมันเดินอยู่ในฉากแทน

ระบบการต่อสู้นั้นจะเป็นแบบ Action ผสม Turn Base ซึ่งเราจะต้อง โจมตี/ป้องกัน/หลบหลีก ศัตรูเพื่อสะสม หลอด ATB ซึ่งจะเป็นค่าให้เราได้ใช้คำสั่งอื่นๆ เช่น ใช้เวทย์มนตร์ ใช้ไอเท็ม หรือใช้ท่าโจมตีพิเศษของตัวละคร และเรายังสามารถเปลี่ยนไปบังคับตัวอื่น หรือสั่งให้ตัวที่ไม่ได้ควบคุมอยู่ใช้ท่าต่างๆได้ด้วย เมื่อสะสม ATB ได้ถึงจำนวน โดยแต่ละตัวละครก็จะมีรูปแบบการเล่นแตกต่างกันไป ดังนี้

  • Cloud ใช้อาวุธดาบใหญ่ เน้นการโจมตีหนัก โจมตีแบบกวาดศัตรูเป็นกลุ่ม และโหมดโจมตี 2 แบบ คือแบบปกติ และ Punisher ซึ่งจะโจมตีแรงมากขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยการเคลื่อนที่ช้า และป้องกันไม่ได้ แต่สามารถโจมตีเค้าเตอร์ได้แทน
  • Barret ใช้อาวุธปืนกลที่มือ โจมตีระยะไกล เหมาะกับการจัดการศัตรูที่บินได้ หรืออยู่สูงกว่าระดับปกติ โดยการโจมตีมี 2 รูปแบบ คือใช้กระสุนธรรมดารัว และยิงกระสุนชาร์ตที่จะมีความรุนแรงมาก (แต่ต้องคอยกดชาร์ตด้วยนะ) อีกทั้ง Barret ยังมีอาวุธโจมตีระยะประชิดให้เลือกใช้ด้วยซึ่งมีพลังโจมที่รุนแรงมาก แต่ด้วยการเคลื่อนไหวที่ช้า อาจจะทำให้ไม่สะดวกเท่าใช่ปืน
  • Tifa ใช้อาวุธถุงมือ(สนับ) เน้นการโจมตีที่รวดเร็วและต่อเนื่อง สามารถสะสมพลังและปล่อยออกมาเป็นท่าโจมตีที่รุนแรง ถือว่ามีประโยชน์มากในการทำให้ศัตรูติด Stagger ซึ่งจะทำให้ศัตรูชะงัดและโดนโจมตีแรงขึ้นกว่าปกติ อีกความพิเศษของ Tifa ก็คือท่าโจมตีต่างๆถูกออกแบบมาให้ใช้ต่อเนื่องกันได้ หากใครเป็นสาย Action หรือ Figthing ที่ชอบคิดท่าต่อคอมโบกันยาวๆ ก็คงจะถูกใจกันไม่น้อย
  • Aerith ใช้อาวุธคฑา เป็นสายเวทย์อย่างแท้จริง โดยจะเน้นโจมตีระยะไกล แต่มีการเคลื่อนไหวที่ช้าและไม่คล่องตัวเท่า ซึ่งท่าของ Aerith นั้น จะเน้นที่การสนับสนุนเพื่อน เช่น การทำให้ปล่อยเวทย์ได้ 2 ครั้งติดกันโดยใช้ MP ครั้งเดียว หรือการทำให้หลอด ATB เพิ่มเร็วขึ้น แต่ถึงจะดูเป็นสายซัพพอร์ท ก็มีท่าโจมตีที่โหดอยู่เหมือนกัน อีกทั้งพลังโจมตีเวทย์ของเธอก็แรงที่สุดในทีมด้วย

กุญแจในการต่อสู้คือการทำให้ศัตรูติด Stagger (เหมือนการโดนสตั๊น) ซึ่งจะทำให้โดนโจมตีแรงขึ้นถึง 160% และยังมีท่าที่ทำเปอร์เซ็นเพิ่มขึ้นไปได้อีก โดยปัจจัยที่จะทำให้เกิด Stagger ของศัตรูแต่ละตัวก็จะมีเงื่อนไขต่างกันไป เช่น การโจมตีหนัก โจมตีเวทย์ที่แพ้ทาง โจมตีทำลายชิ้นส่วนหรือโจมตีจุดอ่อน  ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญก็คือการบริหาร ATB  เพราะในบางครั้งมันสามารถชี้ความเป็นความตายได้เลย ซึ่งถือว่าออกแบบระบบมาสนุกมาก โดยผู้เล่นต้องใช้ทักษะทั้งแอคชั่นและวางแผนควบคู่กันไปพร้อมกัน ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง

แต่ก็ใช้ว่าจะไม่มีข้อเสีย เพราะปัญหาใหญ่ของระบบ Battle นั้นคือมุมกล้อง ที่บีบเข้าใกล้ตัวละคร ทำให้ในบางฉากที่แคบจะมองเห็นศัตรูได้ลำบาก รวมถึงเวลาต้องเจอกับศัตรูที่บินได้ มุมกล้องก็จะสร้างความหงุดหงิดให้เราไม่น้อย อีกส่วนที่น่าเสียดายคือ AI ของตัวละครในปาร์ตี้ที่เราไม่ได้บังคับนั้น ไม่ค่อยฉลาดเท่าที่ควร เหมือนจะวิ่งเข้าหาศัตรูตรงๆ ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเราไม่ออกคำสั่งให้ก็ดูจะแทบไม่มีประโยชน์นัก อย่างน้อยถ้ามีระบบให้ใส่หน้าที่ว่าเน้นโจมตี เน้นใช้เวทย์ หรือคอยซัพพอร์ท ก็น่าจะทำให้การเล่นสนุกมากขึ้นกว่านี้

– การพัฒนาตัวละคร

ยังคงใช้ระบบเดิมกับต้นฉบับคือการติดตั้งลูกแก้ว “มาเทเรีย” เข้ากับอาวุธและเครื่องป้องกัน ซึ่งจะทำให้ตัวละครที่สวมใส่ได้รับความสามารถพิเศษ โดยมาเทเรียจะมีทั้งหมด 5 สี ดังนี้

  • สีเขียว ทำให้ตัวละครใช้เวทย์มนตร์ได้ เช่น ไฟ, น้ำแข็ง, ลม, สายฟ้า, พิษ และ ฮีล
  • สีเหลือง ทำให้ตัวละครใช้ท่าพิเศษเพิ่มเต็มได้
  • สีแดง ทำให้ตัวละครเรียกมนตร์อสูรมาช่วยสู้ได้
  • สีม่วง เป็นการเสริมค่าพลังให้ตัวละคร เช่น เพิ่ม HP/MP และ ช่วยเพิ่ม ATB
  • สีฟ้า เป็นตัวเพิ่มความสามารถให้ “เมเทเรีย” เม็ดอื่น เช่น ทำให้ร่ายเวทย์ใส่ศัตรูทีเดียวหลายตัวได้ และ ทำให้อาวุธโจมตีเป็นพลังธาตุ

สำหรับการเพิ่มค่าสเตตัสของตัวละคร ในภาคนี้จะถูกกำหนดโดยอาวุธ ซึ่งแต่ละคนจะมีอาวุธให้เลือกใช้ 6 ชิ้น แต่ละชิ้นจะมีจุดเด่นต่างกัน เช่นเน้นโจมตีกายภาพ เน้นเวทย์มนตร์ เน้นคริติคอล หรือสายสมดุล โดยอาวุธต่างๆจะมีการอัพเกรดเพื่อเสริมค่าพลังต่างๆให้ตัวละคร และต้องใช้ค่า SP การอัพเกรด โดยค่า SP นั้นจะได้จากการเลเวลอัพ การชนะ Boss หรือการทำ Quest ต่างๆ

ภาพและเสียง

เรื่องภาพมีทั้งจุดที่น่าชมและจุดที่น่าตำหนิ ในด้านของฉากคัทซีนนั้นทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมีดกรกำกับคิวที่สนุกจนไร้ที่ติ ส่วนตัวละครหลักและฉากสถานที่สำคัญ ก็ทำออกมาได้สวยมากเช่นกัน แต่สิ่งที่ใครเล่นก็จะเห็นได้ชัดก็คือพื้นผิวต่างๆที่มักจะโหลดไม่ทัน รวมถึงโมเดลของบรรดาชาวบ้านที่ทำออกมาแบบเกลี้ยงๆง่ายๆ จนเห็นความแต่ต่างกับตัวละครหลักชัดเจน ในหลายฉากเมื่อดูในภาพรวมอาจจะเห็นว่ามีองค์ประกอบที่สวยงาม แต่หากใครช่างสังเกตหน่อยจะเห็นหลายจุดที่เก็บงานไม่เรียบร้อย หรือใช้การตัดแปะของเดิมหลายรอบ (แต่ถ้าปล่อยผ่าน ก็ยังพอเพลิดเพลินกับภาพรวมที่ดูสวยได้อยู่)

ด้านเสียงนั้นเกมนี้ใช้เสียงพากย์แบบ Full Voice ทุกคนในเกมมีเสียงพูดหมด และก็ทำออกมาได้ดีทั้ง เสียงญี่ปุ่นและอังกฤษ อยู่ที่ใครจะชอบแบบไหนมากกว่าเท่านั้นเอง ในส่วนของเพลงประกอบยังคงใช้เพลงเดิมที่มีการนำมาทำใหม่ให้มีความคมชัดและร่วมสมัยมากขึ้น และหากใครเป็นแฟนตั้งแต่ต้นฉบับคุณจะได้เจอกับบทเพลงที่ดึงความทรงจำให้ย้อนไปสมัย 20 กว่าปีก่อนแน่นอน

สรุป

Final Fantasy VII Remake คือการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเกมในตำนาน ที่แม้จะปรับเปลี่ยนหลายอย่างไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงสเน่ห์และเอกลักษณ์ของต้นฉบับไว้ได้อย่างดี ทั้งฉากประทับใจ บทพูด หรือแม้แต่กิมมิคต่างๆ ก็ยังถูกใส่มาเอาใจแฟนเกมรุ่นเก่าอยู่ไม่น้อย สำหรับใครที่ไม่เคยเล่น Final Fantasy VII มาก่อน นี่คือโอกาสที่ดีที่จะได้สัมผัสเกมนี้ (ถึงแม้อาจจะมีบางจุดที่งงๆกับเนื้อเรื่อง เพราะเกมยังไม่ถึงจุดที่จะเฉลยก็ตาม) ถึงแม้อาจจะน่าเสียดายที่เกมยังมีจุดขัดใจ ทั้งด้านการนำเสนอและเกมเพลย์อยู่พอสมควร จนไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นเกมที่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็ยังจัดอยู่ในเกมคุณภาพดี และยังสร้างความประทับใจให้กับคนเล่นได้อยู่ดี

Dude’s Score

คะแนนเกม 8/10
คะแนนความประทับใจ 10/10

สำหรับใครที่สนใจข้อมูลโดยรวมของ Final Fantasy VII ต้นฉบับ สามารถดูบทความที่พวกเรา Dude it’s Time เคยเขียนไว้ได้ >ที่นี่<